วันที่หก_ขยายคอมฟอร์ดโซน

ผมจะเท้าความถึงสมัยตอนที่ผมอยู่ประถม ช่วงนั้นผมเป็นคนที่มีโลกส่วนตัวสูงมากคนหนึ่ง อาจะเป็นเพราะตอนนั้นผุ้ปกครองผมย้ำเรื่องผลคะแนนเป็นและการเรียนต่อเป็นพิเศษ ทำให้ผมไม่ค่อยมีเวลาเข้าสังคมสักเท่าไหร่ เวลาที่ผมต้องเข้างานสังคมกับผู้ปกครองผมจึงประหม่า รู้สึกทำอะไรไม่ค่อยสะดวก แต่หลังจากที่ผมขึ้นม.ต้น ผมได้ทำกิจกรรมเล่นกีฬากับเพื่อนๆ เล่นเทนนิสกับชมรมเทนนิสที่มีแต่ผู้ใหญ่ ทำให้ผมพัฒนาตนเองจนเข้ากับผู้ใหญ่ได้ง่าย และสนิทกับเพื่อนผช.ได้เร็วเป็นพิเศษ เเละนี่เป็น topic ที่ผมจะเสริมต่อจากบทที่เเล้ว

ขยายคอมฟอร์ดโซน

จากคนที่เคยมีโลกส่วนตัวสูง กลายเป็นคนที่มีความมั่นใจในตนเอง(สองอย่างนี้ต่างกันยังไงผมจะอธิบายในภายหลัง) และเข้ากับสังคมได้ ผมก้าวจากจุดที่รู้สึกกระวนกระวายมาอยู่ในจุดที่เรียกได้ว่ามั่นใจ ผ่อนคลาย ทั้งหมดเริ่มจากทำสิ่งใหม่ๆ คนที่ไม่เข้าสังคม ก็ให้เข้าสังคม คนที่ไม่เคยอ่านหนังสือ ก็อ่านหนังสือ คนที่ไม่เคยจีบเพศตรงข้าม ก็เริ่มจีบเพศตรงข้าม555 เราต้องออกจากคอมฟอร์ดโซนเพื่อเริ่มทำสิ่งใหม่ๆ เมื่อคุณออกจากคอมฟอร์ดโซนบ่อยๆ คอมฟอร์ดโซนของคุณจะใหญ่ขึ้น

“เมื่อคอมฟอร์ดโซนของคุณขยายใหญ่ขึ้น ความกระวนกระวายจะค่อยๆลดลง เปลี่ยนเป็นความมั่นใจ”

โฆษณา

วันที่หก_ออกจากคอมฟอร์ดโซน

วันนี้ผมได้ไปกินข้าวบ้านพี่ แล้วได้พูดคุยกับแฟนของพี่ซึ่งเป็นคนที่ถือว่ามีความรู้เเละประสบความสำเร็จด้านการลงทุนคนนึง ช่วงหลังๆมานี้ผมมีความสนใจในเรื่องลงทุน และเศรษฐกิจ พอดีกับที่แฟนพี่ผมเค้ามีความรู้เรื่องนี้ ผมจึงได้ซักถามเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ และได้นำกองทุนที่ผมเพิ่งลงไปไม่กี่สัปดาห์มาวิเคราะห์แนวโน้มร่วมกัน ผมได้รับความรู้อะไรหลายๆอย่าง และยังได้แนวทางศึกษาเรื่องการลงทุน แฟนพี่ผมได้เเนะนำหนังสือการลงทุนให้อ่าน ซึ่งปกติแล้วผมจะไม่ค่อยกล้ายุ่งกับหนังสือพวกนี้ ส่วนนึงเป็นเพราะคำศัพท์เฉพาะ อีกส่วนนึงก็คือหนังสือค่อนข้างแพง555. แต่รอบนี้พี่เค้าได้แนะนำหนังสือให้อ่านเป็นสเต็บๆ ซึ่งผมคิดว่าผมจะไปหามาอ่านภายในอาทิตย์นี้ ผมคิดว่านี่จะเป็นอีกหนึ่งการท้าทาย และนี่คือtopicของวันนี้

ออกจากคอมฟอร์ทโซน

ผมเชื่อว่าคนเราจะมีสถานะนึงที่ตัวเองรู้สึกสบายใจ รู้สึกผ่อนคลาย ยกตัวอย่างของผม สถานะนั้นคือการนั่งอ่านหนังสืออ่านเล่น ฟิตเนส ไปเรียนมหาลัย ผมเรียกสถานะเหล่านั้นว่าคอมฟอร์ดโซน คอมฟอร์ดโซนคือสถานะ หรือจุดที่เราอยู่เเล้วรู้สึกว่าสบายใจ ผ่อนคลาย ส่วนมากมักจะเป็นสิ่งที่เราทำทุกวันๆ. คนส่วนมากชอบที่จะอยู่ในสถานะนี้ แน่หละใครจะไม่ชอบทำสิ่งที่ตัวเองสบายใจหละ555 และจะมีบางส่วนที่อยู่ในสถานะนี้ไปเกือบทั้งชีวิต ผมไม่ได้ตำหนิพวกเขาเหล่านั้น แต่สำหรับผมแล้ว เมื่อใดที่เรารู้สึกสบายใจ รู้สึกผ่อนคลาย นั่นหมายถึงเราได้มาถึงจุดอิ่มตัวของสิ่งนั้นเเล้ว

เวลาเราเริ่มทำสิ่งใหม่ๆ หรือสิ่งที่มันท้าทาย เราจะรู้สึกอึดอัด รู้สึกยุ่งยาก นั่นก็คือการออกจากคอมฟอร์ดโซน การออกจากคอมฟอร์ดโซนก็คือการหาอะไรใหม่ๆทำ หรือท้าทายเรื่องใหม่ๆ ยกตัวอย่างที่ตอนนี้ผมซึ่งมีความรู้เรื่องการลงทุนอยู่นิดหน่อยลงทุนไปตามความรู้ของตัวเอง นั่นก็คือคอมฟอร์ดโซน แต่ถ้าผมหาหนังสือการลงทุนมาศึกษาเพิ่ม เรียนรู้การลงทุน เทคนิคใหม่ๆ มันอาจจะดูเล็กน้อย แต่นั่นคือการก้าวออกจากคอมฟอร์ดโซน และหมายถึงการพัฒนาตนเองด้วย

“คอมฟอร์ดโซนเป็นจุดที่คุณอยู่แล้วสบาย แต่ถ้าคุณก้าวออกจากคอมฟอร์ดโซน คุณจะได้พบกับประสบการณ์ที่คุณไม่เคยเจอมาก่อน”

วันที่ห้า_มีขอบเขตของตัวเอง

วันนี้ผมตื่นนอนตอน8.00 เพื่อนผมก็นอนแฮงค์อยู่ข้างๆ ผมจัดการอาบน้ำล้างหน้าแปรงฟันเสร็จดรียบร้อย ก็ปลุกมันให้ไปเเสกนคีย์การ์ดให้ผมออกจากหอ5555 วันนี้ผมรู้สึกว่าตัวเองเหลวผิดปกติ เหลวที่ว่านี้คือเหมือนตัวมันย้วยไปหมด ผมคิดว่าอาจจะเป็นเพราะเมื่อวานไปแอลกอฮอล์ ผมจึงคิดไว้ว่าเดี๋ยวบ่ายๆผมต้องไปฟิตเนตให้ได้ ที่สำคัญคือ วันนี้เป็นวันเลือกตั้งล่วงหน้า ซึ่งนักศึกษาที่มาเรียนต่างเขตอย่างพวกผมต้องไปกันทุกคน ผมจึงลากเพื่อนทุกคนไปด้วย555 กว่าจะถึงจุดเลือกตั้งก็เกือบ10 โมง และคนก็เยอะมาก เยอะจนล้นออกมาบนถนนเลย555 ตอนนั้นผมคิดในใจแล้วว่า ร้อนตายแน่นอน แต่แถวมันเดินเร็วกว่าที่คิดจึงเสร็จก่อนเที่ยงพอดี ผมกับเพื่อนจึงพากันไปกินข้าวใกล้ๆนั้น แล้วพวกมันก็ชวนไปหาร้านคาเฟ่นั่งเล่นต่อ ตอนนั้นผมนึกขึ้นได้ว่าผมมีแพลนไว้เเล้วว่าต้องฟิตเนต ซึ่งฟิตเนตประจำของผมกับคาเฟ่ที่พวกเพื่อนผมจะไปมันอยู่คนละทางกัน ผมจึงปฎิเสธไป และนี้ก็จะเป็น topic ของวันนี้

มีขอบเขตของตัวเอง

ผมจะเล่าเรื่องๆหนึ่งให้ทุกคนฟัง ซึ่งเรื่องนี้ผมได้ยินมาจากพี่ที่ผมเคารพคนหนึ่ง เรื่องมีอยู่ว่า “เคยมีเกาะอยู่เกาะหนึ่ง เป็นเกาะที่มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ มีภาพวิวทิวทัศน์และชายหาดที่สวยงามมาก แต่การที่เราจะเข้าถึงเกาะนี้นั้นเป็นเรื่อยที่ยากลำบากมาก เลยทำให้นักท่องเที่ยวหลายคนรู้สึกอยากไปเที่ยวเกาะเเห่งนี้มาก อยู่มาวันหนึ่งเกาะที่เคยเข้าถึงยากนี้ กลับเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอิสระ ทำให้นักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้าออกมากมาย ส่งผลให้ทรัพยากรที่เคยมีค่อยๆถูกทำลายไป น้ำที่เคยใสกลับกลายเป็นสกปรกเพราะคนที่เข้ามาต่างก็ทิ้งเศษขยะเอาไว้ แล้วพอเป็นแบบนี้เกาะเเห่งนี้จึงค่อยๆหมดความนิยมไปในที่สุด” ผมกำลังเปรียบเทียบให้ทุกคนเห็นภาพ เกาะก็คือตัวเรา นักท่องเที่ยวก็คือคนที่อยู่รอบๆตัวเอง สิ่งเวดล้อมที่อยู่รอบๆตัวเรา และการเดินทาง การเข้าถึงเกาะก็เป็นขอบเขตขงตัวเรา ถ้าเรามีขอบเขตของตัวเองที่ชัดเจน รู้จักปฎิเสธเมื่อสิ่งที่้เข้ามานั้นไม่ได้สำคัญมากมายนัก หรือว่าสิ่งที่เข้ามาขัดกับเเพลนชีวิตของเรา เราจะพัฒนาเป็นคนที่มีคุณค่ามากยิ่งขึ้น มีเวลาอยู่กับตัวเอง เป็นตัวของตัวเองมากยิ่งขึ้น และเมื่อคุณเป็นตัวของตัวเองได้ทำสิ่งที่ตัวเองชอบแล้ว คุณก็จะกลายเป็นคนที่มีคุณค่าโดยอัติโนมัติ

“กำหนดขอบเขตที่ชัดเจนให้กับตัวเอง รู้จักปฎิเสธ เมื่อคุณเป็นคนที่มีขอบเขตเเล้ว คุณค่าของคุณจะเพิ่มขึ้นโดยธรรมชาติ”

วันที่สี่_ถามนิสัยตัวเองจากคนใกล้ตัว

วันนี้เป็นวันที่ผมรู้สึกสดชื่นเป็นพิเศษ น่าจะเป็นเพราะไม่ต้องมากังวลกับเรื่องสอบอีกแล้ว555

ผมตื่นเช้าไปฟิตเนต ตอนเย็นก็ไปฉลองหลังสอบกับเพื่อน ฉลองที่ว่าก็ไม่พ้นหมูกระทะกับเหล้า555

ผมก็กินไปคุยไปตามประสาวัยรุ่น กว่าจะเลิกก็เกือบตีสอง ผมจึงตัดสินใจไปนอนห้องเพื่อนซะเลย ถึงห้องผมก็ได้คุยอะไรหลายๆอย่างกับมัน หนึ่งในนั้นก็คือผมถามมันว่า แกว่าเราเป็นคนยังไง เเละนี่ก็จะเป็น topicของวันนี้

ถามนิสัยตนเองจากคนใกล้ตัว

บางครั้งเวลาที่เราต้องการพัฒนาตัวเองหรืออยากรู้จักตัวเองมากขึ้น การอยู๋กับตัวเอง ตั้งคำถามกับตัวเองก็เป็นสิ่งสำคัญ แต่ในบางครั้งการที่เราถามจากคนอื่นก็อาจจะทำให้เราเห็นตัวเองในมุมมองที่แตกต่างออกไป

“ลองให้คนสนิทของคุณวิจารณ์นิสัยของคุณ แล้วคุณอาจจะพบบางอย่างที่คุณไม่รู้มาก่อนก็ได้”

วันที่สาม_เรียนรู้จากความผิดพลาด

วันนี้ผมมีสอบอีกรายวิชา ซึ่งเรื่องทั้งหมดก็เหมือนกับการฉายหนังม้วนเดิม เข้าห้องอย่างมั่นใจ ออกจากห้องอย่างหดหู่ แต่มีอย่างนึงที่ต่างออกไป นั่นก็คือมีสอบรอบบ่ายด้วย5555 และรอบนี้เป็นการสอบแลป แน่นอนว่าเนื้อในแลปมันยากมากๆ ผมได้นำคติเรื่องการปล่อยวางจากเมื่อวานมาใช้ เพื่อนอาจจะสงสัยว่า ผมปล่อยวางเรื่องสอบแลปในช่วงบ่าย หรือปล่อยวางเรื่องตอนเช้า5555 แน่นอนครับผมปล่อยวางเรื่องในตอนเช้า และนั่นทำให้ผมมีความมั่นใจอีกครั้ง การสอบแลปช่วงบ่ายเป็นการสอบแบบเดินทำข้อสอบไปเรื่อยๆหรือที่เรียกกันในมหาลัยว่าแลปกริ้งนั่นเอง เมื่อผมเข้าห้องสอบ แล้วเห็นข้อสอบข้อแรก สิ่งแรกที่ผมทำคือ ส่ายหัว และข้อต่อๆไปผมก็ยังคงส่ายหัว แน่นอนว่าผมแทบทำไม่ได้เลย555 ทั้งหมดนี้ทำให้ผมรู้สึกได้ว่า ผมต้องปรับปรุงแนวทางการเตรียมสอบใหม่ และนี่ก็จะเป็น topic ของวันนี้

เรียนรู้จากความผิดพลาด

ในช่วงชีวิตของคนเรา ย่อมต้องมีเรื่องที่ผิดพลาด แต่เมื่อเกิดข้อผิดพลาดขึ้น คนส่วนมากมักจะบอกว่า ปล่อยมันไปเถอะ หรือเราทำดีที่สุดแล้วค่อยเอาใหม่รอบหน้าละกัน นั่นคือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ดี แต่เมื่อเรามองในระยะยาว คือเราจะไม่ได้เรียนรู้อะไรจากปัญหาเหล่านั้นเลย

เวลาผมทำอะไรผิดพลาดผมมักจะบอกกับตัวเองอยู่เสมอว่า ไม่เป็นไรรอบนี้เราทำเต็มที่แล้ว รู้สึกว่าเราจะยังขาดตรงนี้นะ สังเกตไหมครับ ผมจะปลอบใจตัวเองเพื่อทำให้ตัวเองรู้สึกดี และก็ตามด้วยการค้นหาข้อผิดพลาดของตัวเอง แล้วจึงนำข้อผิดพลาดที่เจอกลับไปแก้ไข ไม่ให้ผิดเรื่องเดิมอีก

“เวลาเราเผลอทำเรื่องที่ผิดพลาด สิ่งที่เราควรทำคือเรียนรู้จากข้อผิดพลาดเหล่านั้น ไม่ใช่ปล่อยวางอย่างเดียวโดยไม่แก้ไขอะไรเลย เมื่อทำได้คุณจะพัฒนาอย่างไม่น่าเชื่อเลยหละ”

วันที่สอง — ปล่อยวาง

วันนี้เป็นวันสอบผมตื่นนอนตอน6.30เพื่อทบทวนบทเรียนครั้งสุดท้ายก่อนจะเข้าห้องสอบ ซึ่งในปัจจุบันแนวทางในการศึกษาก็มีแค่ อ่านหนังสือเเละทำข้อสอบเก่า ผมเข้าไปในห้องสอบด้วยความมั่นใจ แต่ความมั่นใจก็เเทบจะหายไปในทันทีเมื่อเห็นข้อสอบ แน่นอนว่าอาจารย์ระดับมหาลัยย่อมมีคติประจำใจอยู๋อย่างนึงก็คือ เรื่องที่สอบไม่สอน เรื่องที่สอนไม่ออก ข้อสอบครั้งนี้ก็เป็นเเบบนี้ เมื่อหมดเวลาผมออกจากห้งสอบ เพื่อนๆต่างก็คุยถามกันว่าข้อนี้ตอบอะไร ข้อนั้นตอบอะไร แน่นอนว่าคนที่ทำไม่ได้ก็ย่อมจำไม่ได้555 จึงทำได้แค่อย่างเดียวคือบอกกับตัวเองและเพื่อนๆว่า ทำได้ครึ่งๆ แล้วก็กลับ555 โชคร้ายยังไม่หมดอีกไม่กี่วันก็จะมีสอบรอบสอง ผมจึงคิดกับตัวเอง เตือนตัวเองว่า ไม่มีเวลามานั่งกลุ้มเเล้ว ต้องเตรียมสอบรอบต่อไปเเล้ว เเละนี้ก็เป็น topic ของวันนี้

ปล่อยวาง

ในชีวิตประจำวันคนเราย่อมพบกับปัญหา ถ้าปัญหาที่ว่าค่อยๆเข้ามาแบบค่อยเป็นค่อยไป เราจะมีเวลาเพื่อไตร่ตรองแก้ไขเรื่องกวนใจ แต่ถ้าปัญหาโหมเข้ามาไม่หยุด เราอาจจะต้องวางเรื่องกวนใจที่พบระหว่างทางไว้ก่อน แล้วตั้งสมาธิรับมือกับปัญหาต่อไป เมื่อเรื่องทั้งหมดจบลงจึงค่อยกลับมานั่งไตร่ตรองถึงเรื่องกวนใจเหล่านั้น

แต่หลายๆคนอาจจะชอบแก้ปัญหาไปทีละอย่างๆมากกว่าก็ได้ ตามแต่สไตล์แต่ละคน

“ปล่อยวางเรื่องที่จบไป แล้วตั้งใจกับปัจจุบัน เมื่อจบเรื่องทั้งหมดค่อยกลับมาทบทวน แก้ไขปัญหาที่ค้างไว้ จะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพ”

วันเเรก_พัก

ผมตื่น7.30 ซึ่งเป็นเรื่องปกติของนักศึกษาทั่วไป ทั้งช่วงนี้ยังมีการสอบโหมกระหน่ำเข้ามาอยู่เรื่อยๆ การที่ผมตื่นตอนนี้ก็นับว่าเป็นเรื่องปาฎิหาริย์แล้ว555 เมื่อคืนผมอ่านหนังสือเตรียมสอบตั้งเเต่3ทุ่มจนถึงเวลาประมาณตี2 ส่วนตัวเเล้วคิดว่ามันบ้ามาก แต่ด้วยความที่เวลาจดจ่อสิ่งใดสิ่งนึงแล้ว ผมจะลืมเรื่องเวลาไป เมื่อคืนก็เหมือนกัน เลคเชอร์ที่มหาลัยสอนมักจะมีเนื้อหาที่เชื่อมโยงกัน เเละด้วยความอยากรู้ผมจึงจดจ่อมาก บางทีอาจจะมากเกินไป555 แต่พอตื่นเช้าขึ้นมาเนื้อหาที่เรียนไปกลับกลายเป็นค่อนข้างจะเรือนลาง ผมก็เลยนึกถึงกฎ100 นาที ซึ่งบอกไว้ว่าคนเราเรียนรู้ได้ดีที่สุดใน100นาทีเเรก และจะค่อยๆดรอปลงเมื่อเวลาผ่านไป  ผมเลยนึก topic ที่จะเขียนในวันนี้ได้ 555

  พัก

“คนเราจะเรียนรู้ได้ดีที่สุดใน100นาทีเเรก” คำๆนี้ผมเคยได้ยินจากอาจารย์ท่านหนึ่งในช่วงที่ผมกำลังเตรียมสอบเข้ามหาลัย ช่วงนั้นผมต้องพยายามทำให้ตัวเองพร้อมที่สุด จึงได้ศึกษาหลายๆเรื่อง การจัดสรรเวลาก็เป็นหนึ่งในนั้น ทุกคนต่างมีเวลาที่ตัวเองเรียนรู็ได้ดีที่สุดเป็นของตนเอง อาจจะ 30นาที 100นาที หรือ120นาที พอถึงเวลา ผมเชื่อว่าทุกคนก็ต้องการที่จะรีเเลคตัวเอง อาจจะทำนู่นทำนี่ เล่นโทรศัพท์ เข้าห้องน้ำ ต่างๆนาๆ ผมจะเรียกรวมเวลาที่เราใช้ทำอะไรที่ไม่ใช่งานหลักที่กำลังโฟกัสว่าการพัก พักไม่ใช่แค่ผ่อนคลายตัวเองจากการเรียน แต่ยังรวมไปถึงตอนนอน ตอนพักเซตระหว่างเวทเทรนนิ่ง หรือการพักครึ่งของกีฬาบาสเกตบอล เพราะการพักคือการฟื้นฟูให้ร่างกายกลับมาพร้อมที่จะทำสิ่งต่อไป

“ให้เวลากับร่างกายตัวเองบ้าง แล้วผลลัพธ์ที่ออกมาจะดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อเลยหละ”